• 3850 ถนนพระราม 4 คลองเตย กรุงเทพ
  • ตลอด 24 ชั่วโมง
  • 02-348-7000

หัวใจเต้นผิดจังหวะ


หากคุณเคยมีอาการเหล่านี้ วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่นบริเวณหน้าอก หายใจขัด เจ็บแน่นบริเวณหน้าอก เป็นลมหมดสติ นั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณควรพบแพทย์ เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นผิดปกติมีไม่ต่ำกว่า 10 ชนิด  แต่ละชนิดจะมีกลไกการเกิดสาเหตุ การเกิดอาการ  วิธีการรักษา  รวมถึงการพยากรณ์โรคที่แตกต่างกันออกไป 

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นภาวะที่หัวใจเต้นไม่เป็นไปตามจังหวะธรรมชาติ เกิดความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจเต้นเร็วเกินไป เต้นช้าเกินไป มีจังหวะหัวใจที่ขาดหายไปหรือแทรกมาก่อนจังหวะปกติ เหล่านี้ล้วนจัดเป็นหัวใจเต้นผิดปกติทั้งสิ้น ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสไฟฟ้าในหัวใจส่งสัญญาณผิดปกติ อาจส่งสัญญาณเร็วเกินไป มากเกินไป หรือในบางครั้งเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจ ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายได้

สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
• ความผิดปกติแต่กำเนิดหรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่นมีทางเดินไฟฟ้าที่ผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว กล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ หลอดเลือดหัวใจตีบ
• ความผิดปกติของร่างกายที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ภาวะไทรอยด์เป็นพิษหรือไทรอยด์ต่ำ เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ หรือการติดเชื้อบางชนิด
• ยาและสารบางชนิด เช่นยารักษาโรคต่างๆ เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง บางประเภท ยาที่มีส่วนประกอบของแอมเฟตามีน,ยาลดความอ้วน คาเฟอีนที่อยู่ในชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม
• ความเครียดและความวิตกกังวล

  การตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
• การซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ลักษณะและรูปแบบของอาการและอาการแสดง โรคประจำตัวต่างๆ (เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภาวะไทรอยด์),ประวัติปัจจัยกระตุ้น,การใช้ยา หรือการดื่มชา กาแฟ เป็นต้น
• การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
• การติดเครื่องบันทึกคลื่นหัวใจไว้ที่ตัวผู้ป่วยเป็นเวลา 24 หรือ 48 ชั่วโมง (Holter monitoring test) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการบ่อยแต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา
• การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะที่ผู้ป่วยออกกำลังกาย (exercise stress test; EST) โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที่มักมีอาการขณะออกกำลังกายหรือทำกิจกรรม
• การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiogram)
• การตรวจระบบการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ (cardiac electrophysiology study)

การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จะพิจารณาตามสาเหตุ อาการ ตำแหน่ง และความรุนแรงของโรค โดยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดอาจไม่ต้องทำการรักษา แต่ในบางชนิดที่ต้องทำการรักษาจะมีทางเลือกในการรักษา ดังนี้

• การใช้ยาควบคุมจังหวะของหัวใจ ซึ่งถึงแม้จะไม่ช่วยให้หายขาด แต่ก็ลดความถี่และความรุนแรงของการได้ โดยพบว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะหลายชนิดตอบสนองดีต่อการใช้ยา
• การใช้ไฟฟ้ากระตุกเพื่อปรับการเต้นของหัวใจ (cardioversion) ใช้ในกรณีที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่มีอัตราเร็วเกินไปจนเป็นอันตรายโดยแพทย์จะใช้กระแสไฟฟ้าจากเครื่องส่งภายนอกร่างกายซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นแปะ ที่หน้าอกของผู้ป่วยเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจใหม่
• การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) เป็นการฝังเครื่องมือเล็กๆ ไว้ใต้ผิวหนังบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า และสอดสายนำไฟฟ้าไปยังหัวใจควบเพื่อตรวจจับจังหวะการเต้นของหัวใจ ควบคุมและกระตุ้นให้หัวใจเต้นตามอัตราที่กำหนด
• การฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (implantable cardioverter defibrillator) เป็นการฝังเครื่องมือคล้ายกับเครื่องกระตุ้นหัวใจ ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ (ventricular fibrillation) ซึ่งอาจอันตรายต่อชีวิต โดยเมื่อหัวใจเต้นเร็วที่เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ เครื่องมือจะปล่อยพลังงานไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสมเพื่อกระตุกหัวใจให้กลับมา เต้นปกติทันทีและเมื่อหัวใจเต้นช้า เครื่องมือจะทำหน้าที่กระตุ้นหัวใจ เสมือนการใส่ pacemaker
• การใช้สายสวนเพื่อจี้กล้ามเนื้อหัวใจที่นำไฟฟ้าผิดปกติด้วยคลื่นวิทยุ ( Radiofrequency Ablation therapy) วิธีนี้เป็นการรักษาที่ต้นเหตุซึ่งอาจช่วยให้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด หายขาดได้ โดยเป็นวิธีการรักษาที่ต่อเนื่องจากการตรวจระบบการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ เมื่อสอดสายสวนไปยังตำแหน่งที่เชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุของความผิดปกติ แพทย์จะปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูงเป็นจุดเล็กๆ เพื่อทำลายเนื้อเยื่อหัวใจที่เป็นสาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น โดยไม่ต้องทานยาตลอดชีวิต ในอดีตการรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้เฉพาะในรายที่รักษาด้วยการใช้ยาแล้วไม่ได้ผล หรือได้ผลดีแต่มีผลข้างเคียงจากการรักษาเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากได้ผลดี มีภาวะแทรกซ้อนต่ำ

การป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจไม่สามารถป้องกันได้เสมอไป แต่สามารถลดโอกาสเกิดให้น้อยลงได้ ดังนี้

• หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด การสูบบุหรี่
• รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

02-348-7000

Have a question? call us now

@theptarin

Be friend with us

info@Theptarin.com

Need support? Drop us an email