อาการพึงระวัง สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ควรรีบพบแพทย์


ในระหว่างการตั้งครรภ์ สิ่งที่คุณแม่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ "ความปลอดภัย" คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเพิ่มความระมัดระวังอีกหลายเท่า เรื่องการดูแลตัวเองให้มากเป็นพิเศษ เพราะสิ่งแวดล้อมหรือสถานที่ต่าง ๆ อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และกับลูกน้อยในครรภ์ได้ โดยสิ่งที่คุณแม่ควรระมัดระวัง คือ

ส่วนท่านอนที่ดีที่สุดของคุณแม่ท้องใหญ่ ๆ คือ ท่านอนตะแคง จะตะแคงซ้ายหรือขวาก็ได้ตามที่ถนัด เพราะการนอนตะแคง มดลูกที่มีขนาดใหญ่จะไม่ไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง จึงทำให้คุณแม่หายใจได้สะดวก เลือดลมไหลเวียนได้ดี คุณแม่จึงนอนหลับได้สบายมากขึ้น

- ท่านอนกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์จะเริ่มรู้สึกว่า ท่านอนที่เคยนอนสบาย ๆ กลับไม่สามารถนอนได้เหมือนเคย ในระยะตั้งครรภ์อ่อน ๆ ก็คงไม่เป็นอะไร คุณแม่จะนอนหงาย นอนคว่ำ นอนตะแคงก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าท้องใหญ่มากขึ้น หรือในช่วงใกล้คลอด การนอนคว่ำก็อาจทำให้ท้องค้ำตัวคุณแม่ จะนอนหงายก็ไม่ได้เพราะจะหายใจได้ไม่สะดวก เพราะขนาดท้องที่ใหญ่มากขึ้นจะไปกดตรงกระบังลม

- เวลานอน การนอนเป็นสิ่งสำคัญ คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรนอนดึก และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง มีงานวิจัยพบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ที่นอนน้อยกว่าวันละ 5 ชั่วโมงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์ได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อคุณแม่ และทารกในครรภ์

- ความเครียด อาการเครียดในระยะสั้นอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ และปวดหลัง ถ้าหากปล่อยให้เครียดนาน ๆ จะทำให้ภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง เกิดความดันโลหิตสูง และเกิดโรคหัวใจตามมาได้

- อันตรายรอบตัว ได้แก่ งานบ้าน สิ่งที่คุณแม่คิดว่าเป็นงานง่าย ๆ เช่น การถูพื้น ขัดพื้น ล้างห้องน้ำ อาจทำให้คุณแม่ลื่นล้มได้ หรือแม้แต่เครื่องดื่มทั่วๆ ไป  เช่น ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ คุณแม่ก็ไม่ควรดื่ม หรือถ้าหากว่าอยู่ในบ้าน แล้วคุณพ่อชอบสูบบุหรี่พ่นควันโขมง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอันตรายภายในบ้านที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยง และต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ

- การใช้ยาของคุณแม่กับผลกระทบต่อลูกในครรภ์ ถ้าคุณแม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องใช้ยาในระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยเด็ดขาด คุณแม่ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น และต้องบอกคุณหมอทุกครั้งด้วยว่า กำลังตั้งครรภ์อยู่ รวมถึงบอกอายุครรภ์ด้วยทุกครั้ง แต่หากคุณแม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ยาเป็นการเร่งด่วน ควรอ่านเอกสารกำกับยาให้ชัดเจนก่อนใช้ทุกครั้งว่า ไม่มีข้อห้ามใช้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากยาที่ผลิตออกมาขายตามท้องตลาดทั่วไป ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่ายาชนิดนั้นจะปลอดภัยกับคุณแม่และลูกในครรภ์ เพราะยาสามัญประจำบ้านหลายชนิดก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ คุณแม่จึงควรใช้ยาเท่าที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

ส่วนยาที่คุณแม่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยและไม่มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์จะมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น คือ ยาพาราเซตามอล (แก้ปวดและลดไข้) ที่คุณแม่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ส่วนยาแอสไพรินนั้นห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด นอกจากนั้น, ยาคลอเฟนิรามีน (แก้แพ้ แก้คัน ลดน้ำมูก) ก็ไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน ๆ)

- อาหารการกินกับหญิงตั้งครรภ์ โดยทั่วไปแล้วอาหารที่กินอยู่เป็นประจำจะไม่มีข้อห้ามอะไรสำหรับคุณแม่ เพียงแต่คุณแม่ควรจะงดเว้นอาหารที่รับประทานแล้วจะเป็นโทษต่อร่างกายและอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารรสจัด (เผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด หรืออาหารที่ใช้เครื่องปรุงแต่งมาก), อาหารที่ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน (อาหารประเภทไขมันสูง อาหารที่มีรสจัด อาหารจำพวกแป้งที่ต้องอุ่นซ้ำ น้ำอัดลม ชา กาแฟ ฯลฯ), อาหารที่ทานแล้วท้องผูก (เพราะท้องผูกกับคนท้องเป็นของคู่กัน จะทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารได้ง่ายมาก,    เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (เช่น ชา กาแฟ โกโก้ น้ำอัดลม โอเลี้ยง (คาเฟอีนอาจก่อให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลหรือความตึงเครียดได้) และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด)

- การสูบบุหรี่ เป็นอีกสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรงดเว้นอย่างเด็ดขาด เพราะสารนิโคติน (Nicotine) ในบุหรี่ เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่จะทำให้เด็กมีอาการสมาธิสั้น อีกทั้งการสูบบุหรี่มากยังทำให้คุณแม่มีโอกาสแท้งและคลอดก่อนกำหนดมากขึ้น ลูกที่ออกมามักตัวเล็ก น้ำหนักน้อย หัวใจเต้นเร็วกว่าเด็กปกติ บางครั้งอาจทำให้เกิดความพิการที่รุนแรงได้

- ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คุณแม่ไม่ควรคลุกคลีกับผู้ป่วยติดเชื้อ แม้แต่คนในบ้าน รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงอย่างหมาและแมว ถ้าเป็นไปได้คุณแม่ควรพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัดหรือสถานที่ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อ เพราะอาจทำให้คุณแม่มีโอกาสติดเชื้อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข้หวัดที่เป็นโรคที่คนเรามักจะป่วยกันได้ง่าย ๆ หากคุณแม่ไม่สบาย เป็นไข้ ตัวร้อน อย่าปล่อยทิ้งไว้ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

- หัดเยอรมันกับลูกน้อยในครรภ์ หัดเยอรมันเป็นเหมือนฝันร้ายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน โดยหัดเยอรมันนั้นเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ทางลมหายใจ ละอองไอ และน้ำลาย หากคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นหัดเยอรมันในช่วงอายุครรภ์ 3-4 เดือนแรก จะทำให้ลูกน้อยในครรภ์พิการโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อความไม่ประมาท คุณแม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันไว้ตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ เพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าคุณแม่จะได้รับเชื้อมาจากไหน

- การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์จากฝ่ายสามี จากรายงานทางการแพทย์พบว่า สามีจะนอกใจภรรยามากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณแม่และลูกจากการติดเชื้อได้ เช่น เชื้อ HIV เชื้อหนองใน เชื้อเริม และซิฟิลิส ซึ่งล้วนแต่มีผลต่อความพิการและสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ คุณแม่จึงไม่ควรละเลยในการให้ความสุขกับสามี เพราะในระหว่างการตั้งครรภ์คุณแม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับคุณพ่อได้ตามปกติ

- ปัญหาผิวที่พบในช่วงตั้งครรภ์ เมื่อเกิดการปฏิสนธิ ฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่จะเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณของคุณแม่ที่พบได้บ่อย คือ ผิวคล้ำ โดยเฉพาะบริเวณรักแร้ ซอกคอ รอบหัวนม ขาหนีบ และมีเส้นสีดำกลางท้อง ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมน คุณแม่ไม่ต้องพยายามไปขัดถู เพราะขัดถูไปเท่าไรก็คงไม่ออก ต้องรอหลังคลอดเสร็จเท่านั้น ตรงไหนที่เคยมีสีคล้ำ ๆ ก็จะค่อย ๆ จางลงไปเอง, และปัญหาฝ้า นอกจากจะเกิดจากฮอร์โมนแล้ว แสงแดดก็ยังเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด ถ้าต้องเดินกลางแดดควรทาครีมกันแดดและกางร่มอยู่เสมอ , นอกจากนั้นยังมีปัญหาสิว เรื่องนี้ก็คงต้องรอหลังคลอดอย่างเดียวบางคนก่อนตั้งครรภ์ไม่เคยมีสิวเลย พอตั้งครรภ์กลับมีสิวผุดขึ้นมา หรือบางคนที่แต่เดิมเคยเป็นสิวอยู่ก่อน แต่พอตั้งครรภ์แล้วกลับเป็นสิวน้อยลงก็มี ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนเดิมที่ไม่สมดุลกลับมาสมดุลมากขึ้นเมื่อตั้งครรภ์นั่นเอง

- ไม่ควรดื่มนมเกินวันละ 2 แก้ว คุณแม่หลาย ๆ คนพยายามดื่มนมเพื่อบำรุงครรภ์มากเกินความจำเป็น แม้ตามหลักโภชนาการแล้วคุณแม่ควรจะดื่มนมบำรุงครรภ์เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่ทารกจะดึงแคลเซียมจากคุณแม่ไปใช้มากขึ้น ทำให้คุณแม่สูญเสียแคลเซียมในร่างกายมากกว่าปกติ แต่การดื่มนมวัววันละ 1 แก้ว หรือนมถั่วเหลืองวันละ 2 แก้วก็เพียงพออย่างมากแล้ว เพราะจากงานวิจัยนั้นพบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ดื่มนมมากเกินความจำเป็น จะทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อการแพ้ได้ง่าย เช่น การแพ้โปรตีนในนมวัว (แพ้ Lactose)

- ห้ามผิดนัดฝากครรภ์ คุณแม่บางคนอาจสงสัยว่า เหตุใดคุณหมอต้องนัดตรวจครรภ์หลายครั้ง ในเมื่อสุขภาพของคุณแม่ก็ยังคงปกติดี คุณแม่บางคนไปตรวจเพียงครั้งเดียว พอเห็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไรก็เลยไม่ไปอีก หรือบางคนก็ไม่ไปฝากครรภ์เลย มาโรงพยาบาลอีกตอนเจ็บท้องใกล้จะคลอด เพราะมีความเชื่อผิด ๆ ที่คิดว่าถ้าไม่มีอาการผิดปกติก็ไม่ต้องมาฝากครรภ์ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วความผิดปกติหลาย ๆ อย่างมักเกิดขึ้นได้เสมอหลังจากตั้งครรภ์ไปแล้วหลายเดือน และบางอย่างคุณแม่ก็ไม่สามารถรับรู้เองได้ หรือบางทีไปให้หมอตรวจเพียง 1-2 ครั้ง หมอก็อาจจะยังวินิจฉัยไม่ได้เช่นกันว่าคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ปลอดภัยดีหรือไม่ ดังนั้นการตรวจครรภ์แต่ละครั้งจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าคุณหมอตรวจพบสิ่งผิดปกติก็จะได้รักษาหรือหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที อย่าไปคิดว่าพบหมอแล้วไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นเลย เพราะการตรวจของคุณหมอจะเป็นการป้องกันปัญหาไว้ก่อนที่จะเกิด แต่สำหรับในกรณีที่ไม่สามารถไปตรวจตามที่นัดได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะติดธุระสำคัญหรือมีเหตุจำเป็นอื่น ๆ ถ้าทำธุระเสร็จแล้วก็ให้รีบไปหาหมอทันที อย่ารอให้เลยวันนัดไปเป็นเดือน ๆ เนื่องจากการตรวจแต่ละครั้งจะเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการตรวจดูความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น

#หากมีข้อสงสัยใด ๆ ควรปรึกษาหรือสอบถามจากแพทย์จะเป็นการดีที่สุด

 

แผนกสูตินรีแพทย์
โรงพยาบาลเทพธารินทร์
02-3487000